สสส. – สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย ชี้ โรคNCDs ร้ายกว่าโควิด-19 คร่าชีวิตคนไทย 1,000 คน/วัน ดันขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ สู่ วาระแห่งชาติ เข้มอาหารหวาน มัน เค็ม

0
2533

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย (Association of Thai NCD Alliance) และภาคีเครือข่าย ประกาศเจตนารมณ์ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ตัดวงจรปัญหาโรค NCDs ทำลายชีวิตคนไทย พร้อมจัดพิธีลงนาม MOU องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านโรคไม่ติดต่อ ตั้งเป้าสนับสนุนขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ สู่ วาระแห่งชาติ

1614190566305 1614190564772

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย กล่าวว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อ (Non-communicable diseases; NCDs) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และ โรคปอดเรื้อรัง เป็นภัยเงียบในใช้ชีวิตประจำวันที่ร้ายแรงกว่าโควิด-19 หลายเท่าตัว เพราะพบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คน คิดเป็นมูลค่ามหาศาลที่ระบบบริการสาธารณสุขต้องจ่ายเพื่อดูแลผู้ป่วย เช่น ค่าบุคลากรทางการแพทย์ ยา และเครื่องมืออุปกรณ์

“การควบคุมและป้องกันโรค NCDs คือ ลดปัจจัยเสี่ยงจากการบริโภคที่ไม่จำเป็น ไม่ยุ่งกับอบายมุข ส่งเสริมปัจจัยที่ทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วยการมีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน วิกฤตโควิด-19 คือโอกาสที่เราควรปรับวิธีดำเนินชีวิต และปรับสิ่งแวดล้อมให้ลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งต้องอาศัยนโยบายยับยั้งปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมปัจจัยคุ้มครอง จึงเสนอฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญแก้ปัญหาโรค NCD อย่างจริงจัง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว

1614190576027 1614190574442

ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 5 สสส. และรองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เป้าหมายของ สสส. คือ ขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมที่ลดการบริโภคไม่จำเป็น และส่งเสริมให้ประชาชนหันมารักสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากโรค NCDs ที่ผ่านมาได้สานพลังและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย ให้เกิดกฎระเบียบ การจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหา สู่ วาระแห่งชาติ สร้างความรอบรู้ทางสุขภาพให้ทุกคนหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายกาย กินอาหารมีประโยชน์ ลด ละ เลิกอบายมุข เพื่อสุขภาวะที่ดี

“ปี 2564 สสส. และ ภาคีเครือข่ายจะติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1) การจัดบริการผู้ป่วย ผู้ที่เสี่ยงต่อ NCDs แบบวิถีใหม่ ลดความแออัด ลดการรอคอย และผู้ป่วยมีข้อมูลใช้ติดตามและปรับเปลี่ยนสุขภาพของตนเองได้ 2) ด้านการควบคุมสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่-ยาเส้น, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, อาหารหวาน มัน เค็ม 3) ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ด้วยการเดิน โดยส่งเสริมการใช้รถขนส่งมวลชน พัฒนาสวนสาธารณะและทางเดินเท้าในเมืองและทุกท้องถิ่นให้ปลอดภัย เข้าถึงง่ายกับประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และ 4) การส่งเสริมหน่วยงาน/องค์กรให้ดูแลสุขภาพบุคลากรในหน่วยงาน/องค์กร เพื่อให้ปราศจาก NCDs และเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ” ดร.นพ.วิชช์ กล่าว

รศ.นพ.สมบัติ มุ่งทวีพงษา เลขาธิการสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย กล่าวว่า การจัดตั้งสมาคมฯ เป็นการรวมตัวของสมาชิกก่อตั้ง 32 หน่วยงาน ได้ทำงานร่วมกันมาเป็นเวลา 3 ปี ทั้งด้านการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนผ่านสื่อสาธารณะ และการจัดทำแนวทางการปฏิบัติสำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขเพื่อดูแลและให้คำแนะนำผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้ป่วยด้วยโรคNCDs เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ และเฟซบุ๊ก “เปลี่ยนนิดพิชิตโรค”

1614190570954 1614190568063

นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกวิเคราะห์ว่า ยาสูบเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่หนึ่งที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อในไทย และมีคนไทยกว่า 1 ล้านคน ที่มีชีวิตอยู่กับโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ การลดอัตราคนสูบบุหรี่ตั้งแต่ต้นทาง คือ มาตรการทางภาษี และมาตรการการเลิกสูบบุหรี่ จึงขอเสนอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ปัญหาภาษียาสูบด้วยความรอบคอบ โดยขอให้ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขและนักวิชาการภาษียาสูบใช้มาตรการทางภาษีสรรพสามิตเข้าร่วมด้วย และขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายเรื่องการเพิ่มยารักษาการเลิกสูบบุหรี่ที่มีประสิทธิผลสูง รวมถึงให้คำแนะนำด้วยข้อความและเสียง และการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ โดยทำให้ระบบบริการสาธารณสุขต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เสนอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดการดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจัง เพราะ ปกติน้ำเมาก็เป็นเหตุของสารพัดโรคอยู่แล้ว ยิ่งในสถานการณ์การระบาดของโควิด19 การลดละเลิกน้ำเมา จะช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิดให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคม เพราะแอลกอฮอล์ ทำลายภูมิต้านทาน วงเหล้าเป็นแหล่งกระจายเชื้อ และในภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก ควรเปลี่ยนค่าน้ำเมา ไปใช้ในสิ่งจำเป็นจะดีกว่า

1614190580498 1614190569644

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็มและนายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนไทยไม่ควรบริโภคโซเดียม 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่พบว่าคนไทยบริโภคเกินมาตรฐานกว่า 3 เท่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งที่มีโซเดียมสูงสุดอันดับ 1 ซึ่งการบริโภคโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 49 ชิ้นต่อคน ในขณะที่ทั่วโลกบริโภคเฉลี่ยที่ 13.3 ชิ้นต่อคนต่อปี (ข้อมูลจาก World Instant Noodles Association ในปี พ.ศ. 2560) ส่วนกลุ่มขนมขบเคี้ยว ขนมจำพวกปลาเส้นมีปริมาณโซเดียมสูงสุด รองลงมาเป็นสาหร่ายอบ/ทอดกรอบ และขนมจำพวกข้าวเกรียบและมันฝรั่งอบ/ทอดกรอบ จึงเสนอให้รัฐใช้มาตรการภาษีอาหารที่มีเกลือโซเดียมในปริมาณที่สูงต่อหนึ่งหน่วยบริโภค กระตุ้นภาคอุตสาหกรรมให้ปรับเปลี่ยนสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีโซเดียมน้อยลง เพราะเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตของคนไทย

ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล เลขาธิการสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากมาตรการด้านราคาแล้ว การควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับเด็ก โดยเฉพาะห้ามการส่งเสริมการตลาดอาหารที่เป็นภัยต่อสุขภาพในเด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็กทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่นกลุ่มตลาดอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่ให้คุณค่าทางโภชนาการต่ำ อาหารที่หวาน มัน เค็ม จัด