วันศุกร์, ตุลาคม 22, 2021
หน้าแรกPr.เชฟเชน ออสบอร์น และเชฟวิกกี้ เชง แห่งร้านอาหารมิชลินสตาร์ระดับหนึ่งดาว Arcane และ VEA พาตะลุย ‘ย่านหว่องไทซิน’ และ...

เชฟเชน ออสบอร์น และเชฟวิกกี้ เชง แห่งร้านอาหารมิชลินสตาร์ระดับหนึ่งดาว Arcane และ VEA พาตะลุย ‘ย่านหว่องไทซิน’ และ ‘ไท่โอ’ ในซีรีส์ “เปิดสมุดบันทึกเคล็ดลับเชฟฮ่องกง” โดยการท่องเที่ยวฮ่องกง

เตรียมตัวให้พร้อมและออกเดินทางไปกับเชฟเชน ออสบอร์น และเชฟวิกกี้ เชง ในตอนล่าสุดของซีรีส์ “เรื่องราวสุดพิเศษจากสมุดบันทึกเคล็ดลับของเชฟฮ่องกง” หรือ Hong Kong Chefs’ Playbook  ที่เชฟทั้งสองจะพาผู้ชมไปสัมผัสแหล่งรวมแรงบันดาลใจในท้องถิ่นที่เป็นตัวจุดประกายให้กับเมนูชิ้นเอกของทั้งคู่ ผ่านการจัดทำและถ่ายทอดเรื่องราวโดยการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) และมิชลิน ไกด์

เชน ออสบอร์น: อาหารแห่งความยั่งยืน

เชฟเชน ออสบอร์น จาก Arcane ร้านอาหารมิชลินสตาร์ระดับหนึ่งดาว คือหนึ่งในเชฟแนวหน้าของฮ่องกง ผู้มีชื่อเสียงจากการเข้าร่วมแข่งขันในรายการอาหารของ Netflix อย่าง The Final Table ในตอนที่สองของซีรีส์ Hong Kong Chefs’ Playbook  นี้ เชฟออสบอร์นจะพาเราเดินเลียบไปตามถนนอันแสนสงบของหว่องไทซิน พร้อมหลีกหนีจากความวุ่นวายและความรีบเร่งของป่าคอนกรีต มาร่วมเปิดโลกและทำความรู้จักกับย่านที่ไร้ทางออกสู่ทะเลเพียงแห่งเดียวของเกาะฮ่องกง และอาณาบริเวณที่เป็นที่ตั้งของวัดและสวนสาธารณะมากมายแห่งนี้

ความเขียวขจีของธรรมชาติที่รายล้อมและสวนสาธารณะหลากหลายแห่ง ทำให้หว่องไทซินเปรียบเสมือนลมหายใจแห่งอากาศบริสุทธิ์ ณ ใจกลางเมือง และยังเป็นแหล่งเพาะแรงบันดาลใจอันสมบูรณ์แบบสำหรับเชฟออสบอร์น รวมถึงเป็นเพลาขับเคลื่อนภารกิจของเขาในการส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน และลดผลกระทบที่วงการทำอาหารมีต่อสิ่งแวดล้อมในฮ่องกงได้เป็นอย่างดี

ร้านอาหารมังสวิรัติฉีหลิน (Chi Lin Vegetarian Restaurant) ตั้งอยู่ภายในสวนหนานเหลียน (Nan Lian Garden) เป็นแหล่งพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองที่มีทิวทัศน์น้ำตกสุดสมบูรณ์แบบพร้อมสรรพในตัว จึงทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้เชฟออสบอร์น และพิธีกรรายการ เด็บบี้ หว่อง ได้อย่างไร้ที่ติ ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวการทำงานของเชฟในฮ่องกง ร้านอาหารแห่งนี้จะเสิร์ฟอาหารมังสวิรัติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบทอดกันมายาวนานหลายศตวรรษ

ผู้คนรู้จักเชฟออสบอร์นกันดีในฐานะผู้หลงใหลในการทำอาหารโดยใช้วัตถุดิบที่มาจากพืช ในซีรีส์ตอนนี้ เขาได้ถ่ายทอดเรื่องราว ว่าส่วนผสมที่ผ่านการคัดสรรมาจากท้องถิ่นนั้นมีส่วนสำคัญต่อมื้ออาหารของเขาอย่างไร นอกจากนั้น เรายังจะได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการเลือกวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน

ภายในพื้นที่เกือบ 19 ไร่ของสวนหนานเหลียน ยังมีสถานที่อันงดงามอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือร้านน้ำชาสงชาเสว่ย (Song Cha Xie Teahouse) และที่นี่เองที่เชฟออสบอร์นและเด็บบี้จะมาพูดคุยถึงความสำคัญทางวัฒนธรรมในการดื่มชาท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของสวนขนาดใหญ่ ร้านน้ำชาแห่งนี้ให้บริการชาหลากหลายชนิดพร้อมติ่มซำเป็นประจำทุกวัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องเคียงที่สมบูรณ์แบบสำหรับการดื่มด่ำบรรยากาศแบบเซน

หลังจากนั้น เชฟออสบอร์นจะพาผู้ชมออกเดินเที่ยวที่ตลาดไท่ชิง (Tai Shing Street Market) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตลาดแห่งนี้มีทั้งของแห้งและของสดให้เลือกซื้อ โดยมีสินค้าหลากหลายละลานตา นับตั้งแต่ผลไม้ไปจนถึงปลาสดจากทะเล ตลาด
ไท่ชิงเปิดให้บริการทุกวันตลอดสัปดาห์ พร้อมแผงจำหน่ายสินค้าข้างทางจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสินค้าสดใหม่อย่างแท้จริง สำหรับเชฟออสบอร์นแล้ว การสนับสนุนและเลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดและธุรกิจของผู้คนในพื้นที่ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเกษตรกรในท้องถิ่นและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

วิกกี้ เชง: อาหารแห่งเรื่องราวและความสัมพันธ์

เชฟวิกกี้ เชง ก็มีจุดยืนเดียวกันในด้านการสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่น เขาเชื่อว่าการไปเลือกซื้อวัตถุดิบจากตลาดด้วยตัวเองและการบ่มเพาะความสัมพันธ์กับเจ้าของร้านจะช่วยทำให้การคัดสรรวัตถุดิบมีความหมายและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เชฟเชงเกิดที่ฮ่องกงและเติบโตในแคนาดา โดยเขาได้ผ่านการฝึกปรือจากร้านอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดในโทรอนโตและนิวยอร์กก่อนที่จะกลับมาสานฝันการเป็นเชฟต่อที่บ้านเกิด ในปี 2559 เชฟเชงได้เปิดร้านอาหาร VEA และได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ภายในแค่ปีเดียวหลังเปิดกิจการ

ในอีกตอนหนึ่งของซีรีส์ Hong Kong Chefs’ Playbook  เชฟเชงพาผู้ชมไปรู้จักกับเมืองแห่งการประมง ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสแห่งฮ่องกง” ชื่อว่า ไท่โอ (Tai O) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำไท่โอและบ้านเรือนใต้ถุนสูง ไท่โอคือสถานที่ที่เชฟเชงเลือกไปเมื่อเขามองหาสถานที่อันแสนสงบเพื่อหลีกหนีจากเมืองที่วุ่นวาย แถมสถานที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญสำหรับร้าน VEA และ Wing อีกด้วย

เมื่อการประมงคืออาชีพหลักของชาวบ้าน อาหารทะเลจึงเป็นจานหลักประจำร้านอาหารหลายแห่งในพื้นที่ เช่นเดียวกับปลาตากแห้งและกะปิที่ถือเป็นวัตถุดิบอันเลื่องชื่อ เชฟเชงเล่าให้เราฟังว่า เพื่อนของเขาซึ่งทำธุรกิจซอสกุ้งและกะปิภายใต้ชื่อ The Sing Lee Shrimp Sauce & Paste  Manufacturer ได้แนะนำให้เขารู้จักกะปิสูตรพิเศษ โดยธุรกิจนี้เป็นธุรกิจครอบครัวที่สืบทอดมายาวนานกว่า 80 ปี ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นนั้นทำมาจากส่วนผสมที่หามาจากในท้องถิ่นและรังสรรค์ผ่านกรรมวิธีแบบดั้งเดิมที่มีความพิถีพิถันและไม่ใช้เครื่องจักร จากนั้น เชฟเชงได้ลองลงมือทำกะปิด้วยตนเอง สาธิตให้ผู้ชมได้เห็นถึงขั้นตอนต่างๆ นับตั้งแต่การตากแห้งไปจึงถึงการบรรจุหีบห่อ

เมื่อได้ลองทำกะปิกันไปแล้ว เชฟเชงและพิธีกรของเราจะพาผู้ชมทุกท่านไปดื่มด่ำกับความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริงที่ร้านอาหารทะเลตากแห้งอย่าง Yick Cheong Ho และร้านอาหาร Crossing Boat ซึ่งเป็นสถานที่ขนาดเล็กแต่ชูเอกลักษณ์เมนูอาหารอันโดดเด่นของไท่โอไว้เป็นอย่างดี และก่อนที่จะเพลิดเพลินไปกับมื้ออาหาร เชฟเชงและเด็บบี้ได้แวะที่ร้านอาหารทะเลตากแห้ง Yick Cheong Ho เพื่อพักชิมอาหารตากแห้งที่ทำมาจากวัตถุดิบสดจากทะเลในหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อด้านนี้เป็นการเฉพาะ ร้านค้าแห่งนี้มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหอยเชลล์ตากแห้งหรือกระเพาะปลา อีกทั้งยังเป็นแหล่งจำหน่ายกุ้งทรายแห้ง (Velvet Rice Shrimp) อันหายาก ที่เชฟเชงเลือกมาใช้ที่ร้านอีกด้วย

อาหารทะเลตากแห้งเรียกได้ว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารกวางตุ้ง และร้านอาหาร Crossing Boat ก็แสดงฝีมือปรุงอาหารทะเลตากแห้งในเมนูผัดต่างๆ รวมถึงเมนูข้าวห่อใบบัวให้คนได้ลิ้มลอง ระหว่างที่เชฟและพิธีกรกำลังรับประทานอาหาร ผู้ชมก็จะได้รับชมทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำและบ้านเรือนเก่าแก่ที่อยู่รายล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย

หลังจากที่ได้ไปชมแหล่งวัตถุดิบกันเป็นที่เรียบร้อย เชฟเชงจะพาผู้ชมกลับไปที่ห้องครัวของร้าน VEA ซึ่งเป็นที่ที่ทุกท่านจะได้ตื่นตาไปกับเบื้องหลังการรังสรรค์เมนูปลาเค็มอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของร้าน อีกทั้งยังถือเป็นจานชูฝีมือของเชฟมานานกว่าหกปี วัตถุดิบปลาเค็มและกะหล่ำปลีของเชฟเชงได้รับแรงบันดาลใจมาจากเนื้อเพลงของเพลง 分分鐘需要 (Without the Two of Us หรือ หากไม่มีเราสอง) ของนักร้องชาวฮ่องกงอย่างจอร์จ แลม (George Lam) ที่เชฟเชงเคยร้องให้ภรรยาฟัง ด้วยแรงบันดาลใจที่เชฟเชงได้รับจากการเดินทางมาที่ไท่โอแห่งนี้พร้อมกับคู่ชีวิต เขาจึงเลือกที่จะถ่ายทอดความรักที่มีต่อทั้งอาหารและภรรยาของเขาผ่านเมนูที่พิถีพิถันมาเป็นอย่างดี

แม้จะได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสแห่งฮ่องกง” แต่เสน่ห์ของไท่โอก็เรียกได้ว่าเป็นแบบฉบับของตนเองอย่างแท้จริง เตรียมตัวให้พร้อมแล้วตามไปดูเรื่องราวของไท่โอ และลองมาดูว่าเชฟเชน ออสบอร์น จะพาไปทำเมนูอะไรได้ที่ Discover Hong Kong

RELATED ARTICLES
- Advertisment -

Most Popular

Recent Comments