บริษัท เค-แลบ จำกัด ผู้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องสกัดสมุนไพร นวัตกรรมระดับโลก ระบบ Ultrasonic Dynamic System คุณสมบัติเด่นสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรได้หมด ได้รับรางวัลประเภทผลงานประดิษฐ์ระดับดี จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569

ดร.จิตติมา เรืองรัตนากร หนึ่งในทีมผู้ประดิษฐ์ กล่าวถึงเป้าหมายของการคิดนวัตกรรมนี้คือ ต้องการ ยกระดับกระบวนการผลิตสมุนไพรไทย ให้ได้มาตรฐานในเชิงพาณิชย์ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดการผลิต เช่น ยา อาหารเสริม ที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน ส่งเสริมบทบาทของไทยจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบชั้นเลิศให้ต่างประเทศ เป็นผู้สกัดสารที่ได้มาตรฐานสูง ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดการผลิต เช่น ยา อาหารเสริม ที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับยาแผนปัจจุบัน และลดการนำเข้าสารสกัดจากต่างประเทศ

“การทำงานที่สำคัญของ Ultrasonic Dynamic System คือคลื่นจ่ายออกจากทุกทางทิศทาง และกระจายทั่ว ทำให้มีพลังมากพอที่จะดึงสารสำคัญออกจากสมุนไพรที่ต้องการสกัดได้หมด โดยไม่เหลือตกค้างในกาก ซึ่งเราได้ทำการทดสอบกับสุมนไพรทั้งที่เป็นผล แล้วก็เป็นราก เช่น มะม่วงหาวมะนาวโห่ ขมิ้นชัน มะขามป้อม กระชาย เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถสกัดสารสำคัญออกมาทั้งหมด สารออกฤทธิ์ที่ได้มีความเข้มข้นและครบถ้วน เมื่อได้สารที่เข้มข้น ก็จะช่วยจะลดต้นทุนได้ 30-50%” ดร.จิตติมา กล่าว

ดร.กรีฑา วีระนันทนาพันธ์ บริษัทเค-แลบ หัวเรือใหญ่ของการคิดค้น Ultrasonic Dynamic System กล่าวเสริมว่า “รู้สึกภูมิใจที่ผลงานได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการ มอบรางวัลให้ในครั้งนี้ จากจุดนี้สามารถที่จะนำไปช่วยด้านเกษตรได้ทั้งระบบ ที่สำคัญช่วยให้ผู้ประกอบการนำไป ต่อยอด ผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพทดแทนยาเคมีได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสมุนไพรที่ดีหลายชนิดด้วยกัน แต่ต้องส่งไปสกัดในต่างประเทศ แล้วนำกลับมาขายให้เราในราคาแพง จึงตั้งใจที่จะสร้างเครื่องนี้ขึ้นมาเพื่อทดแทนการนำเข้าซึ่งนับเป็นเงินมหาศาล”

ด้านนายมนตรี สุบรรณพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ดีเอส เฮิร์บ (2017) จากัด ตัวแทนจำหน่าย กล่าวสรุปว่า รางวัลที่ได้รับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเครื่อง ที่ยกระดับมาตรฐานการสกัดสมุนไพรของไทย ให้สมารถแข่งขันในระดับสากลได้ ทั้งในด้านคุณภาพและประสิทธิภภาพ ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมี่ยม ในอนาคตสมุนไพรของไทย จะเป็น soft power ไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป”