เรื่องราวทางประวัติศาตร์ของ “ทางรถไฟสายมรณะ” (Death Railway) หรือทางรถไฟสายไทย–พม่า เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น และในโอกาศครบรอบ 80 ปี ของการพิจารณาคดีที่โตเกียว ที่ถูกจัดโดยประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์จากไทยและจีน ได้ถ่ายทำในสถานที่จริงที่จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อสร้างเรื่องราวในยุคนั้นขึ้นมาใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ถ่ายทอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของสงคราม ผ่านการนำเสนอที่เข้าถึงผู้ชมยุคปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมคุณค่าของแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในระดับสากล
โดยโครงการนี้ริเริ่มโดย AHG Strategies Limited (Hong Kong) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบันทึกประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นกลาง และการสืบทอดความทรงจำสาธารณะ ผ่านความร่วมมือการเผยแพร่ในสื่อสมัยใหม่ระหว่างประเทศ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและส่งเสริมคุณค่าของสันติภาพ ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นด้านการสื่อสารระหว่างประเทศและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง AHG หวังว่าจะอาศัยแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างสื่อสาธารณะจีน–ไทย เพื่อให้ผู้ชมร่วมสมัยสามารถเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางมนุษยธรรมและความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์ระหว่างภูมิภาค

ทางรถไฟสายมรณะ หรือทางรถไฟไทย-พม่า เป็นเส้นทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลำเลียงเสบียงและกำลังพลจากไทยไปพม่า กองทัพญี่ปุ่นเริ่มสำรวจเส้นทางตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 หลังจากประสบปัญหาการขนส่งทางทะเล โดยเจรจากับรัฐบาลไทยให้สร้างจากหนองปลาดุก (นครปฐม) ผ่านกาญจนบุรี ไปตันบูซายัด (พม่า) ยาว 415 กิโลเมตร สร้างพร้อมกันทั้งสองฝั่งเพื่อเร่งความเร็ว หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ พ.ศ. 2488 รัฐบาลไทยเจรจาซื้อทางรถไฟจากฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากญี่ปุ่นครอบครองชั่วคราว ปัจจุบันเหลือใช้งานเฉพาะฝั่งไทย ปัจจุบัน เส้นทางรถไฟสายนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่หลักที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวในรายงานพิเศษครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังมีวิดิโอและภาพถ่าย สถานที่สำคัญอื่นๆในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่
สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายไทย-พม่า (ทางรถไฟสายมรณะ) ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2485-2488 กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร 61,700 คน จากอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมกรรมกรชาวเอเชียอีกกว่า 200,000 คน เพื่อสร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเมตร เชลยศึกเหล่านี้ต้องทำงานตัดไม้ ขุดดิน วางราง และประกอบสะพานเหล็กยาว 300 เมตรที่นำชิ้นส่วนมาจากมลายู แรงงานเผชิญสภาพป่าดงดิบชื้น ขาดอาหารและน้ำสะอาด ทำงานวันละ 12-18 ชั่วโมง เกิดโรคระบาดอย่างอหิวาตกเลือด มาลาเรีย และบิดเบื่อย ส่งผลให้เชลยศึกเสียชีวิต 12,621 คน และกรรมกรเอเชียเสียชีวิตกว่า 80,000-90,000 คน รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 100,000 คน
นายทหารญี่ปุ่นบังคับให้ทำงานเร่งด่วนตามคำสั่ง “เร็วกว่าความตาย” โดยใช้วิธีลงโทษด้วยการตี ฝัง หรือตัดคอ หากละเมิด สะพานเสร็จและเปิดใช้เมื่อ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ก่อนถูกทิ้งระเบิดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในปีถัดมา

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก
ความทรงจำแห่งสงครามและการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากทางรถไฟสายไทย–พม่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1942 เพื่อสร้างเส้นทางลำเลียงเสบียงทางทหารที่สั้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ระหว่างพม่า และประเทศไทย ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “ทางรถไฟสายไทย–พม่า” และเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “ทางรถไฟสายมรณะ” ทางรถไฟสายไทย–พม่า มีความยาวประมาณ 415 กิโลเมตร โดยเริ่มก่อสร้างพร้อมกันจาก ทั้งฝั่ง ประเทศไทย และพม่าผ่านพื้นที่ภูเขาและป่าดิบชื้นเขตร้อนที่มีสภาพแวดล้อม ยากลำบาก กองทัพญี่ปุ่น ได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่า 60,000 คน และแรงงานจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า 200,000 คนเข้าร่วมการก่อสร้าง ทางรถไฟสร้างเสร็จในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1943 แต่มีเชลยศึกฝ่าย สัมพันธมิตรประมาณ 12,000 คน และแรงงานชาวเอเชียเกือบ 100,000 คนเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการ โรคภัย ความเหนื่อยล้าอย่างหนัก และการปฏิบัติอย่างโหดร้าย หลังสงครามสิ้นสุดลงฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดำเนินการรวบรวมและฝังศพผู้เสียชีวิตอย่างเป็นระบบ ปัจจุบัน ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก (Don Rak Allied War Cemetery) ในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย มีทหารเครือจักรภพมากกว่า 5,000 นาย และทหารชาวดัตช์ประมาณ 1,900 นาย ถูกฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยทหารจำนวนมากเสียชีวิตขณะมีอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก
พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก (THE JEATH WAR MUSEUM) มีชื่อเต็มว่า พิพิธภัณฑ์สงครามญี่ปุ่น–อังกฤษ–ออสเตรเลีย–ไทย–เนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย โดยในบริบทของทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกรานและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกยึดครอง ส่วนประเทศอื่น ๆ ได้แก่ อังกฤษ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศต้นทางของเชลยศึกที่ถูกนำมาใช้แรงงาน ลักษณะเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ อาคารพิพิธภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือน กระท่อมมุงจาก ซึ่งจำลองที่พักอาศัยของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในอดีต ภายในจัดแสดงภาพถ่าย ทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่บันทึกเหตุการณ์การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไทย–พม่า โดยเชลยศึก ฝ่ายสัมพันธมิตร โครงการก่อสร้างทางรถไฟเริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1942 ที่ตำบลหนองปลาดุก (Nong Pladuk) ในประเทศไทย ตามการคาดการณ์ของวิศวกรญี่ปุ่นในขณะนั้น การก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บังคับให้เชลยศึกและแรงงานสร้างทางรถไฟให้เสร็จ
ภายในเวลาเพียง 16 เดือนเท่านั้น ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงภาพถ่ายจำนวนมากที่บันทึกไว้ในสถานที่จริงในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เชลยศึกที่รอดชีวิต ญาติของพวกเขา และนักเขียนจำนวนหนึ่ง ได้สัมภาษณ์ผู้ที่เคยเข้าร่วมในการ ก่อสร้างทางรถไฟ และบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานและประสบการณ์อันโหดร้ายที่พวกเขาต้อง เผชิญระหว่างการถูกคุมขัง ทำให้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ยังคงได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาดและการบันทึกประวัติศาสตร์การก่อสร้างทางรถไฟในสงครามโลกครั้งที่สอง
ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) เป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่จริง มีชื่อเต็มว่า Hellfire Pass Interpretive Center สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเชลยศึกและแรงงานชาวเอเชียที่ถูกบังคับให้สร้างทาง รถไฟระหว่างพม่าและประเทศไทยในช่วงสงครามที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ก่อขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีผู้คน จำนวนมากเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟ เนื่องจากความอดอยาก โรคภัยและการปฏิบัติอย่างโหดร้าย จากกองทัพญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1946 หน่วยทะเบียนหลุมศพสงครามฝ่ายสัมพันธมิตร (Allied War Graves Registration Unit) ได้บันทึกว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 12,500 คน และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการบันทึก นอกจากนี้ ยังมีแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งเรียกว่า “โรมุชา” (Romusha) ที่เสียชีวิต ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน บริเวณด้านล่างของอาคารพิพิธภัณฑ์คือช่องเขาเฮลไฟร์พาส ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า Konyu Cutting ช่องตัดเขาคอนยู (Konyu Cutting) ถือเป็นหนึ่งในช่วงการก่อสร้างที่ยากลำบากและโหดร้าย ที่สุดของทางรถไฟสายมรณะ ในอดีต การเจาะภูเขาบริเวณนี้ต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลักโดยใช้เพียงเครื่อง
มือพื้นฐาน เช่น ค้อนและสิ่ว ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1943 กองทัพญี่ปุ่นได้เร่งรัดให้การก่อสร้างทางรถไฟแล้วเสร็จโดยเร็ว เชลยศึกถูก บังคับให้ทำงานเป็นเวลานานในแต่ละวัน จนถึงช่วงเวลากลางคืน พื้นที่ทำงานถูกส่องสว่างด้วยตะเกียงน้ำมัน และไม้ไผ่ที่เผาไฟ เปลวไฟที่ลุกไหวและเสียงการเจาะหิน ทำให้สถานที่แห่งนี้มีสภาพราวกับนรก เชลยศึก ซึ่งอ่อนแอจากภาวะขาดสารอาหาร ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวดูโหดร้ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องเขาเฮลไฟร์” (Hellfire Pass)









